การพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีโมดีและประธานาธิบดีทรัมป์ ณ จี-7
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอมมานูเอล มาครอน เชิญนายกรัฐมนตรีโมดี ในฐานะ “แขกพิเศษ” เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดจี7 ที่บิอาร์ริ ฝรั่งเศส ด้วยอินเดียและฝรั่งเศสมีจุดประสงค์ร่วมกันในปัญหานานัปการ เช่น การประคองไว้ซึ่งข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น นายกรัฐมนตรีอินเดียกับประธานาธิบดีสหรัฐฯพบกันนอกรอบการประชุมสุดยอดจี7
ในระหว่างการพบกัน ทั้งสองผู้นำได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการค้าและเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษด้วยประธานาธิบดีสหรัฐฯเผยว่าอินเดียฉวยโอกาสเพราะองค์กรการค้าโลกติดแถบ “ประเทศที่กำลังพัฒนา”ให้ และอินเดียจัดเก็บภาษีศุลกากรสูงกับสินค้าจากสหรัฐฯ เพื่อเป็นการต่างตอบแทน สหรัฐฯจัดเก็บภาษีศุลกากรกับสินค้าเหล็กจากอินเดีย และยุติการเข้าถึงพิเศษสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากอินเดีย
อินเดียเองต่างตอบแทนด้วยการจัดเก็บภาษีศุลกากรสินค้า 28 ชนิดที่ส่งออกจากสหรัฐฯ เมื่อเดือนมิถุนายน 2019 นอกไปจากนั้น ทั้งสองผู้นำได้พูดถึงลู่ทางเพื่อปรับขยายความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ ถึงแม้ว่าการค้าจะเป็นส่วนสำคัญของความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ทวิภาคีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความแตกต่างในเรื่องการเข้าถึงตลาด และอัตราภาษีศุลกากร ได้ขยายตัวเมื่อไม่หลายเดือนมานี้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวเกี่ยวกับกรณีพิพาทยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพบกัน นายกรัฐมนตรีโมดีเผยว่าอินเดียมีแผนการที่จะต่อยอดการนำเข้าจากสหรัฐฯด้วยทั้งสองประเทศพยายามที่จะข้ามผ่านความแตกต่างเรื่องการเข้าถึงตลาด และอัตราภาษีศุลกากร
การพลังงานเป็นภาคที่จำแนกแยกแยะเพื่อความร่วมมือเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีโมดีจะเยือนสหรัฐฯเดือนกันยายนเพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ท่านจะเดินทางไปยังฮูสตันเพื่อกล่าวปราศรัยต่อชุมชนอินเดีย ณ ที่นั่น และมีการประชุมกับผู้นำธุรกิจในภาคพลังงาน วัตถุประสงคสองเท่า คือ หนึ่งเพื่อดูว่าอินเดียสามารถนำเข้าพลังงาน (น้ำมัน)เพิ่มจากสหรัฐฯได้มากขนาดไหน และสองเพื่อดูว่าอินเดียสามารถลงทุนในภาคพลังงานในสหรัฐฯมากเท่าไร นายกรัฐมนตรีอินเดียยังจะเยือนวองชิงตัน ดีซี เพื่อการประชุมทวิภาคีกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งทั้งนี้หวังว่าเรื่องความกังวลร่วมกันจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยทั้งสองหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์
การพบกันที่บิอาร์ริ ฝรั่งเศส เป็นการพบกันครั้งแรกระหว่างทั้งสองผู้นำ หลังที่นายกรัฐมนตรีโมดีสืบทอดอำนาจเป็นสมัยที่สอง และเกิดขึ้นภายหลังการเพิกถอนสถานะพิเศษของรัฐชัมมูและแคชเมียร์ อินเดีย การเมืองระดับภูมิภาคซึ่งล้อมรอบปัญหานี้ได้บานปลายไปเป็นเรื่องสากลเพราะการอ้างสิทธิที่ว่างเปล่าของปากีสถานอย่างไรก็ตาม อินเดียชี้แจงอย่างชัดเจนว่าการเพิกถอนมาตรา 370 แห่งรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องภายในของประเทศ
ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดเผยว่านายกรัฐมนตรีโมดีกล่าวว่า สถานการณ์ในรัฐชัมมูและแคชเมียร์อยู่ภายใต้การควบคุมและกำลังคืนสู่ความเป็นปกติอย่างรวดเร็วประธานาธิบดีสหรัฐฯกล่าวว่า หากอินเดียและปากีสถานพูดคุยกัน ทั้งสองสามารถทำได้ด้วยตนเองเพราะเคยทำมาก่อนแล้ว ในขณะตอกย้ำว่าแคชเมียร์เป็นปัญหาทวิภาคี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ปฏิเสธอย่างตรงๆในเรื่องความจำเป็นที่จะต้องให้ฝ่ายที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ยเรื่องแคชเมียร์ โดยบอกว่าอินเดียและปากีสถานสามารถหารือและแก้ไขปัญหาทั้งหมดร่วมกัน และ “เราไม่ต้องการที่รบกวนประเทศที่สาม” นี้คือจุดยืนที่แน่วแน่ของอินเดียต่อหน้าประชาคมโลก การพบกันระหว่างทั้งสองผู้นำถูกจับตามองว่าเป็นขั้นตอนในเชิงก่อและต่อยอดความร่วมมือและความสัมพันธ์ทวิภาคี
ทำเนีบยขาวเผยว่าการพบกันระหว่างนายกรัฐมนตรีอินเดียและประธานาธิบดีสหรัฐฯจะช่วยปรับลดความตึงเครียดระหว่างอินเดียและปากีสถาน แถลงการณ์ของทำเนีบยขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ตอกย้ำความจำเป็นที่จะต้องมีการเรจาต่อรองและต่อยอดความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ
Comments
Post a Comment