การโต้แย้งที่น่าเชื่อถือของอินเดีย ณ การประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติครั้งที่ 42
ด้วยความมุ่งประสงค์ที่จะเสนอมติเรื่องกัศมีร์ ณ การประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติครั้งที่ 42 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศปากีสถาน นายชาห์ เมห์มูด คุเรชี ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เรื่องกัศมีร์เป็นสากล แต่ทว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ปากีสถานต้องการการสนับสนุนของ 24 ประเทศในจำนวนกลุ่มสมาชิก 47 ประเทศ และทั้งๆที่จะพยายามอย่างยิ่ง แต่ก็ล้มเหลวที่จะได้รับการสนับสนุนเพื่อยื่นคำร้องให้เปิดการอภิปรายรีบด่วน ณ สภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ทั้งนี้จะต้องสังเกตว่า ถึงแม้ว่าการอภิปรายสามารถร้องขอได้ทุกเวลาตั้งแต่ต้นจนจบของการประชุม แต่วันสุดท้ายเพื่อยื่นคำร้องขอมติเรื่องกัศมีร์ คือวันที่ 19 ตุลาคม อินเดียยกเลิกการส่งรัฐมนตรีไปเจนีวาเพราะไม่ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม อินเดียโต้แย้งข้ออ้างของปากีสถานอย่างแข็งขันและให้ความเห็นว่า “เป็นวาทกรรมที่น่ารังเกียจ” “ข้อกล่าวหาลมๆแล้งๆ” และ “การใส่ความที่วางแผน”
นายชาห์ เมห์มูด คุเรชีพยายามอีกเพื่อยกเรื่องกัศมีร์ โดยอ้างการละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องการให้สหประชาชาติดำเนินการสอบสวนร่วม อินเดียขัดขวางความพยายามของปากีสถานโดยการตอกย้ำอย่างแข็งขันว่า กัศมีร์ เป็นเรื่องภายในและว่า ข้อจำกัดนำเข้ามาเพื่อประกันความมั่นคงของประชาชนจากการก่อการร้ายข้ามชายแดน ในขณะโต้กลับปากีสถาน ผู้แทนอินเดียเน้นว่า ลักษณะที่เลวร้ายที่สุดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาจากการก่อการร้าย และร้องขอให้สมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนฯใช้วาทกรรมต่อต้านพฤติกรรมการก่อการร้ายเช่นนั้น
นักการทูตอินเดีย นางวิชัย ฐากูร์ สิงห์ ซึ่งขนาบข้างโดยนายอชัย บิสาเรีย อตีดนักการทูตอินเดียประจำปากีสถาน และเอกอัครราชทูต ราชีพ จันเดอร์ ผู้แทนถาวรของอินเดียประจำสหประชาชาติ ในกรุงเจนีวา นำการโจมตี ในขณะโต้กลับปากีสถาน นางวิชัย ฐากูร์ สิงห์ กล่าวว่า “คณะผู้แทนคณะหนึ่ง ณ ที่นี่ กล่าวขวัญโน่นบางนี่บ้างโดยใช้ วาทกรรมที่น่ารังเกียจ ข้อกล่าวหาลมๆแล้งๆ และ การใส่ความที่วางแผนต่อต้านอินเดีย โลกรู้ดีว่า เรื่องราวที่กุนี้มาจากจุดศูย์กลางของการก่อการร้ายระดับโลก ที่ซึ่งหัวโจกซุกหัวอยู่เป็นเวลาแรมปี ประเทศนี้ปฏิบัติการการก่อการร้ายข้ามชายแดน ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ การทูตเพื่อเลือก” คณะผู้แทนอินเดียประสบความสำเร็จในการยกปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในปากีสถาน ตลอดทั้งย้ำเน้นการก่อการร้ายข้ามชายแดนที่มาจากปากีสถาน
หลักฐานพยานของอินเดียมีความหนักแน่นเพาะเหตุหารณ์สองเหตุหารณ์ คือ 1) ข้อความจากบาลเทพ สิงห์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติปากีสถาน สังกัดพรรค เตหรี-อี-อินสาฟ ขอลี้ภัยทางการเมืองในอินเดีย ในถ้อยแถลงต่อสื่อมวลชน เขาคนนี้เน้นความสำคัญของสภาพชนกลุ่มน้อยภายในปากีสถาน และเผยว่า “ไม่เพียงคนฮินดูและสิกข์เท่านั้นซึ่งถูก “ทรมาน” ภายในปากีสถาน แม้กระทั่งคนมุสลิมด้วยกันยังไม่ปลอดภัยในประเทศนั้น 2) การประท้วงโดยสภาสินธีโลก ภายนอกการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ที่เจนีวา ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดสินธ์ จังหวัดบาโลจิสถาน และจังหวัดไคเบอร์-ปักตุนควา
ซึ่งทั้งควรที่จะให้ข้อสังเกตว่าเพียงก่อนหน้าการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ มีรายงานว่า ปากีสถานปล่อยตัวมาซูด อาชาร์ ผู้ก่อการร้ายกลุ่มลัชกาเรไตบา เพื่อที่จะส่งเขาไปยังฐานส่งผู้ก่อการร้ายข้างเคียงบริเวณชายแดนเพื่อจูงใจผู้ก่อการร้ายเพื่อขับเคี่ยวสงครามต่อต้านอินเดียในกัศมีร์ ปากีสถานต้องการที่จะใช้ยุทธศาสตร์สองแง่ คือ ประการแรก ส้องสุมกำลังทหารตามแนวชายแดนระหว่างรัฐราชสถาน-เสียลโกต เขตรับผิดชอบชองทหาร และประการที่สอง เพื่อเพิ่มการแทรกซึมเข้ารัฐชัมมูและกัศมีร์ ก่อนหน้าการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติในความพยายามอย่างยิ่งเพื่อดึงดูดความสนใจของโลก จนกระทั่งปัจจุบัน ประชาคมโลกสนับสนุนจุดยืนของอินเดีย และตั้งคำถามการกล่าวอ้างของปากีสถาน
ความล้มเหลวของปากีสถาน ณ สภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ และการสนับสนุนการก่อการร้ายต่อเนื่อง จะส่งผลให้ข้อคดีความของปากีสถานอ่อนแอ เมื่อนายอิมหร่าน ข่าน กล่าวปราศรัยที่สหประชาชาติ วันที่ 27 กันยายน ถึงแม้ว่าปากีสถานจะส่งเสียวเอะอะโวยวาย ณ เวทีทุกแห่ง แต่อินเดียทำงานอย่างเงียบๆ เพื่อค้าหายุทธศาสตร์เพื่อได้มาซึ่งการสนับสนุนระหว่างประเทศในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับกัศมีร์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะประสบความล้มเหลว ปากีสถานจะสานต่อความพยายามอย่างยิ่งเพื่อทำให้ปญหากัศมีร์เดือดดาล โดยการแพร่กระจายการโฆษณาชวนเชื่อผิดๆและจะพยายามฟื้นฟูการก่อความไม่สงบ นายหรัฐมนตรปากีสถาน นายอิมหร่าน ข่าน ได้ประกาศต่อหน้าที่ชุมนุมชน ณ พื้นที่มุซัฟฟาราบาท (อยู่ในกัศมีร์ส่วนที่ปากีสถานครอบครอง) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน เพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นกับประชาชนรัฐชัมมูและกัศมีร์ ที่ถูกโอบล้อม อินเดียจำเป็นที่จะต้องใช้โอกาสนี้เพื่อทำความพยายามที่จะผลักดันปากีสถานอยู่ในบัญชีดำก่อนหน้าการประชุมครั้งต่อไปของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจทางการเงิน ที่จะจัดขึ้น ตุลาคม
นายชาห์ เมห์มูด คุเรชีพยายามอีกเพื่อยกเรื่องกัศมีร์ โดยอ้างการละเมิดสิทธิมนุษยชน และต้องการให้สหประชาชาติดำเนินการสอบสวนร่วม อินเดียขัดขวางความพยายามของปากีสถานโดยการตอกย้ำอย่างแข็งขันว่า กัศมีร์ เป็นเรื่องภายในและว่า ข้อจำกัดนำเข้ามาเพื่อประกันความมั่นคงของประชาชนจากการก่อการร้ายข้ามชายแดน ในขณะโต้กลับปากีสถาน ผู้แทนอินเดียเน้นว่า ลักษณะที่เลวร้ายที่สุดของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาจากการก่อการร้าย และร้องขอให้สมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนฯใช้วาทกรรมต่อต้านพฤติกรรมการก่อการร้ายเช่นนั้น
นักการทูตอินเดีย นางวิชัย ฐากูร์ สิงห์ ซึ่งขนาบข้างโดยนายอชัย บิสาเรีย อตีดนักการทูตอินเดียประจำปากีสถาน และเอกอัครราชทูต ราชีพ จันเดอร์ ผู้แทนถาวรของอินเดียประจำสหประชาชาติ ในกรุงเจนีวา นำการโจมตี ในขณะโต้กลับปากีสถาน นางวิชัย ฐากูร์ สิงห์ กล่าวว่า “คณะผู้แทนคณะหนึ่ง ณ ที่นี่ กล่าวขวัญโน่นบางนี่บ้างโดยใช้ วาทกรรมที่น่ารังเกียจ ข้อกล่าวหาลมๆแล้งๆ และ การใส่ความที่วางแผนต่อต้านอินเดีย โลกรู้ดีว่า เรื่องราวที่กุนี้มาจากจุดศูย์กลางของการก่อการร้ายระดับโลก ที่ซึ่งหัวโจกซุกหัวอยู่เป็นเวลาแรมปี ประเทศนี้ปฏิบัติการการก่อการร้ายข้ามชายแดน ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของ การทูตเพื่อเลือก” คณะผู้แทนอินเดียประสบความสำเร็จในการยกปัญหาเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในปากีสถาน ตลอดทั้งย้ำเน้นการก่อการร้ายข้ามชายแดนที่มาจากปากีสถาน
หลักฐานพยานของอินเดียมีความหนักแน่นเพาะเหตุหารณ์สองเหตุหารณ์ คือ 1) ข้อความจากบาลเทพ สิงห์ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติปากีสถาน สังกัดพรรค เตหรี-อี-อินสาฟ ขอลี้ภัยทางการเมืองในอินเดีย ในถ้อยแถลงต่อสื่อมวลชน เขาคนนี้เน้นความสำคัญของสภาพชนกลุ่มน้อยภายในปากีสถาน และเผยว่า “ไม่เพียงคนฮินดูและสิกข์เท่านั้นซึ่งถูก “ทรมาน” ภายในปากีสถาน แม้กระทั่งคนมุสลิมด้วยกันยังไม่ปลอดภัยในประเทศนั้น 2) การประท้วงโดยสภาสินธีโลก ภายนอกการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ ที่เจนีวา ในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจังหวัดสินธ์ จังหวัดบาโลจิสถาน และจังหวัดไคเบอร์-ปักตุนควา
ซึ่งทั้งควรที่จะให้ข้อสังเกตว่าเพียงก่อนหน้าการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติ มีรายงานว่า ปากีสถานปล่อยตัวมาซูด อาชาร์ ผู้ก่อการร้ายกลุ่มลัชกาเรไตบา เพื่อที่จะส่งเขาไปยังฐานส่งผู้ก่อการร้ายข้างเคียงบริเวณชายแดนเพื่อจูงใจผู้ก่อการร้ายเพื่อขับเคี่ยวสงครามต่อต้านอินเดียในกัศมีร์ ปากีสถานต้องการที่จะใช้ยุทธศาสตร์สองแง่ คือ ประการแรก ส้องสุมกำลังทหารตามแนวชายแดนระหว่างรัฐราชสถาน-เสียลโกต เขตรับผิดชอบชองทหาร และประการที่สอง เพื่อเพิ่มการแทรกซึมเข้ารัฐชัมมูและกัศมีร์ ก่อนหน้าการประชุมสภาสิทธิมนุษยชน สหประชาชาติในความพยายามอย่างยิ่งเพื่อดึงดูดความสนใจของโลก จนกระทั่งปัจจุบัน ประชาคมโลกสนับสนุนจุดยืนของอินเดีย และตั้งคำถามการกล่าวอ้างของปากีสถาน
ความล้มเหลวของปากีสถาน ณ สภาสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ และการสนับสนุนการก่อการร้ายต่อเนื่อง จะส่งผลให้ข้อคดีความของปากีสถานอ่อนแอ เมื่อนายอิมหร่าน ข่าน กล่าวปราศรัยที่สหประชาชาติ วันที่ 27 กันยายน ถึงแม้ว่าปากีสถานจะส่งเสียวเอะอะโวยวาย ณ เวทีทุกแห่ง แต่อินเดียทำงานอย่างเงียบๆ เพื่อค้าหายุทธศาสตร์เพื่อได้มาซึ่งการสนับสนุนระหว่างประเทศในเรื่องการตัดสินใจเกี่ยวกับกัศมีร์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะประสบความล้มเหลว ปากีสถานจะสานต่อความพยายามอย่างยิ่งเพื่อทำให้ปญหากัศมีร์เดือดดาล โดยการแพร่กระจายการโฆษณาชวนเชื่อผิดๆและจะพยายามฟื้นฟูการก่อความไม่สงบ นายหรัฐมนตรปากีสถาน นายอิมหร่าน ข่าน ได้ประกาศต่อหน้าที่ชุมนุมชน ณ พื้นที่มุซัฟฟาราบาท (อยู่ในกัศมีร์ส่วนที่ปากีสถานครอบครอง) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กันยายน เพื่อแสดงความเป็นปึกแผ่นกับประชาชนรัฐชัมมูและกัศมีร์ ที่ถูกโอบล้อม อินเดียจำเป็นที่จะต้องใช้โอกาสนี้เพื่อทำความพยายามที่จะผลักดันปากีสถานอยู่ในบัญชีดำก่อนหน้าการประชุมครั้งต่อไปของหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจทางการเงิน ที่จะจัดขึ้น ตุลาคม
Comments
Post a Comment