สหรัฐฯถอนตัวจากความตกลงปารีส—เรื่องที่น่ากังวล
การตัดสินใจของสหรัฐฯที่จะถอนตัวออกจากความตกลงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปารีส 2015 อย่างเป็นทางการ เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งต่อโลกใบนี้ทั้งต่อสหรัฐฯเองด้วย กระบวนการถอนตัวเริ่มต้นด้วยรัฐบาลทรัมพ์แจ้งให้สหประชาชาติทราบตามระเบียบ วันจันทร์ที่ผ่านมา ทั้งนี้จะบังเกิดผลหนึ่งปีหลังการแจ้งเตือน
การประกาศปรากฏเพียงประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้าการเจรจา COP25 เรื่องภูมิอากาศสหประชาชาติ ที่จะจัดในกรุงมาดริด สเปน ตั้งแต่วันที่ 2-3 ธันวาคม ก่อนนั้น ประเทศชิลีจะป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่ แซนติเอโก แต่ทว่ายกเลิกไปเพราะความระส่ำระสายกลางเมืองภายในประเทศ
ข้อตกลงปารีสลงนามโดยประมาณ 200 ประเทศ ปี 2015 วัตถุประสงค์เพื่อที่จะปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกพอเพียงที่จะรักษาอุณหภูมิจากการเพิ่มขึ้นถึงระดับที่อันตราย นั่นหมายความว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะต้องคงไว้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส การตัดสินใจของสหรัฐฯที่จะถอนตัวออกสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวัตถุประสงค์ของโลก
เวลานี้สหรัฐฯเป็นเพียงประเทศเดียวที่ถอนตัวออกจากกติกาสัญญา และเป็นประเทศที่บพ่นก๊าซออกจากเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกรองจากจีน สหรัฐฯสัญญาที่จะปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกโดยประมาณ 26-28 เปอร์เซนต์ โดยประมาณปี 2025 พร้อมการถอนตัวของสหรัฐฯ กติกาสัญญา เวลานี้จะครอบคลุมประมาณ 80 เปอร์เซนต์ของการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจก ลดลงจาก 97 เปอร์เซนต์ก่อนนี้
แต่ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดอาจเป็นการสะพัดทางการเงินเพื่อทำให้การปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นไปได้ สหรัฐฯมีบทบาทดีเด่นในการระดมทรัพยากรการเงินทั่วโลก นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมพ์ได้ยุติการช่วยเหลือทั้งหมดต่อกองทุนสภาพภูมิอากาศเขียว กลไกหลักที่จัดหาเงินช่วยประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ
ผลที่สุดก็คือ ความสนใจระดับโลกจะหันมาที่อินเดีย จีน และแหล่งที่เพิ่มขึ้นของก๊าซจากเรือนกระจก ประเทศเหล่านี้จะคากหมายว่าจะทำมากกว่านี้เพื่อปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจก แลจะเติมเต็มช่องว่างที่เกี่ยวกับการเงิน และเทคโนโลยีเพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนา นอกเหนือจากการดำเนินมาตรการภายในประเทศเพื่อปรับลดการพ่นออก
อินเดียกำลังก้าวหน้าไปสู่ควมรับผิดชอบต่อข้อตกลงปารีส และประกาศว่าจะบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 21) ที่ตั้งไว้สำหรับปี 2030 ภายในหนึ่งปีครึ่ง
นอกจากนี้ อินเดียเป็นหนึ่งในสองสามประเทศที่อยู่บนเสันทางไปบรรจบเป้าหมายหลักสองประการ—40 เปอร์เซนต์ของความจุไฟฟ้าสถิตเชื้อเพลิงไม่ใช่ฟอสซิล และการลดการพ่นออกที่ 33-35 เปอร์เซนต์ของ ในปี 2030 เป็นไปได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในเร็วๆนี้ อินเดียกำลังทำงานอย่างแข็งขัน รวมทั้งการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ ภาคพลังงานจากแสงอาทิตย์มีศักยภาพมหาศาลเพื่อการลวทุนทางตรงจากต่างประเทศ และต่อยอดโครงการ “Make in India”
ถึงแม้ว่าการถอนตัวของสหรัฐฯอาจไม่มีผลกระทบโดยทางตรงต่ออินเดีย แต่จะมีผลกระทบติ่นโยบายสภาพภูมิอากาศมนอนาคต อินเดียเป็นประเทศที่ไม่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีภารกิจบึกบืนอยู่ข้างหน้านอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบต่อโครงการการพัฒนาของประเทศ
ปรากฏว่าอินเดียเป็นผู้นำทั่วโลกในด้านพลังงานหมุนเวียน และลงทุนในพลังงานนี้มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้อินเดียยังกล่าวอีกว่า จะตกลงในขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวซึ่งจะส่งผลให้ระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่ำและการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกโดยประมาณปี 2020 อินเดียเสนอการทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดน้อยลงผ่านการบริหารป่าไม้แบบยั่งยืน ร่างนโยบายป่าไม้แห่งชาติ 2018 มุ่งนำพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดหนึ่งในสามมาอยู่ภายใต้ป่าปรกผ่านการสอดแทรกทางเทคโนโลยีและ วิทยาศาสตร์ปลพกฎระเบียบที่เข็มงวด
อินเดียจำเป็นที่จะต้องสร้างการริเริ่มระหว่างประเทศที่เป็นหัวหอก เช่น พันธมิตรพลังงานจากแสงอาทิตย์ระหว่างประเทศกับฝรั่งเศส เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อินเดียมีระยะทางไกลที่จะสนองเป้าหมายที่จะต้องใชความพยายามสูง แต่กำลังก้าวหน้าต่อเนื่องในเรื่องพลังงานสะอาดในอนาคต
การประกาศปรากฏเพียงประมาณหนึ่งเดือนก่อนหน้าการเจรจา COP25 เรื่องภูมิอากาศสหประชาชาติ ที่จะจัดในกรุงมาดริด สเปน ตั้งแต่วันที่ 2-3 ธันวาคม ก่อนนั้น ประเทศชิลีจะป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่ แซนติเอโก แต่ทว่ายกเลิกไปเพราะความระส่ำระสายกลางเมืองภายในประเทศ
ข้อตกลงปารีสลงนามโดยประมาณ 200 ประเทศ ปี 2015 วัตถุประสงค์เพื่อที่จะปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกพอเพียงที่จะรักษาอุณหภูมิจากการเพิ่มขึ้นถึงระดับที่อันตราย นั่นหมายความว่า การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกจะต้องคงไว้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส การตัดสินใจของสหรัฐฯที่จะถอนตัวออกสามารถส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวัตถุประสงค์ของโลก
เวลานี้สหรัฐฯเป็นเพียงประเทศเดียวที่ถอนตัวออกจากกติกาสัญญา และเป็นประเทศที่บพ่นก๊าซออกจากเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดอันดับสองของโลกรองจากจีน สหรัฐฯสัญญาที่จะปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกโดยประมาณ 26-28 เปอร์เซนต์ โดยประมาณปี 2025 พร้อมการถอนตัวของสหรัฐฯ กติกาสัญญา เวลานี้จะครอบคลุมประมาณ 80 เปอร์เซนต์ของการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจก ลดลงจาก 97 เปอร์เซนต์ก่อนนี้
แต่ผลกระทบที่ใหญ่ที่สุดอาจเป็นการสะพัดทางการเงินเพื่อทำให้การปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศเป็นไปได้ สหรัฐฯมีบทบาทดีเด่นในการระดมทรัพยากรการเงินทั่วโลก นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมพ์ได้ยุติการช่วยเหลือทั้งหมดต่อกองทุนสภาพภูมิอากาศเขียว กลไกหลักที่จัดหาเงินช่วยประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการปฏิบัติการด้านสภาพภูมิอากาศ
ผลที่สุดก็คือ ความสนใจระดับโลกจะหันมาที่อินเดีย จีน และแหล่งที่เพิ่มขึ้นของก๊าซจากเรือนกระจก ประเทศเหล่านี้จะคากหมายว่าจะทำมากกว่านี้เพื่อปรับลดการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจก แลจะเติมเต็มช่องว่างที่เกี่ยวกับการเงิน และเทคโนโลยีเพื่อช่วยประเทศกำลังพัฒนา นอกเหนือจากการดำเนินมาตรการภายในประเทศเพื่อปรับลดการพ่นออก
อินเดียกำลังก้าวหน้าไปสู่ควมรับผิดชอบต่อข้อตกลงปารีส และประกาศว่าจะบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 21) ที่ตั้งไว้สำหรับปี 2030 ภายในหนึ่งปีครึ่ง
นอกจากนี้ อินเดียเป็นหนึ่งในสองสามประเทศที่อยู่บนเสันทางไปบรรจบเป้าหมายหลักสองประการ—40 เปอร์เซนต์ของความจุไฟฟ้าสถิตเชื้อเพลิงไม่ใช่ฟอสซิล และการลดการพ่นออกที่ 33-35 เปอร์เซนต์ของ ในปี 2030 เป็นไปได้ว่าจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวในเร็วๆนี้ อินเดียกำลังทำงานอย่างแข็งขัน รวมทั้งการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานจากแสงอาทิตย์ ภาคพลังงานจากแสงอาทิตย์มีศักยภาพมหาศาลเพื่อการลวทุนทางตรงจากต่างประเทศ และต่อยอดโครงการ “Make in India”
ถึงแม้ว่าการถอนตัวของสหรัฐฯอาจไม่มีผลกระทบโดยทางตรงต่ออินเดีย แต่จะมีผลกระทบติ่นโยบายสภาพภูมิอากาศมนอนาคต อินเดียเป็นประเทศที่ไม่มั่นคงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและมีภารกิจบึกบืนอยู่ข้างหน้านอกจากนี้ยังอาจมีผลกระทบต่อโครงการการพัฒนาของประเทศ
ปรากฏว่าอินเดียเป็นผู้นำทั่วโลกในด้านพลังงานหมุนเวียน และลงทุนในพลังงานนี้มากกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้อินเดียยังกล่าวอีกว่า จะตกลงในขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวซึ่งจะส่งผลให้ระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ต่ำและการพ่นออกของก๊าซจากเรือนกระจกโดยประมาณปี 2020 อินเดียเสนอการทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดน้อยลงผ่านการบริหารป่าไม้แบบยั่งยืน ร่างนโยบายป่าไม้แห่งชาติ 2018 มุ่งนำพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ทั้งหมดหนึ่งในสามมาอยู่ภายใต้ป่าปรกผ่านการสอดแทรกทางเทคโนโลยีและ วิทยาศาสตร์ปลพกฎระเบียบที่เข็มงวด
อินเดียจำเป็นที่จะต้องสร้างการริเริ่มระหว่างประเทศที่เป็นหัวหอก เช่น พันธมิตรพลังงานจากแสงอาทิตย์ระหว่างประเทศกับฝรั่งเศส เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อินเดียมีระยะทางไกลที่จะสนองเป้าหมายที่จะต้องใชความพยายามสูง แต่กำลังก้าวหน้าต่อเนื่องในเรื่องพลังงานสะอาดในอนาคต
Comments
Post a Comment